Jolie is all Around

The world, open wide..take around ไปดูโลกกันเถอะ

แก้ผ้าอาบน้ำnaked bath July 25, 2007

Filed under: Journey Around, แก้ผ้าอาบน้ำnaked bath — jolieisallaround @ 6:53 am

คำแนะนำในการอ่าน – ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำแก่บุตรหลาน (น หรือ ควรจะเป็น ฉ?)

a5642149-3.jpg a5642149-4.jpg

กะลังผลัดผ้าผลัดผ่อนจะอาบน้ำ ก็พาลนึกได้ว่ามาเขียนเรื่องอะไรต่อดี เรื่องใกล้ตัวนี่แหละ
ที่ญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องการอาบน้ำแร่ ไปถึงถิ่นแล้วควรจะลองดูสักครั้ง จำได้ว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง
ที่ไปกับทัวร์ โปรแกรมสุดฮิตที่เค้าจะพาเราไปอาบน้ำแร่สไตล์ญี่ปุ่น เค้าจะจัดให้เราไปที่
ฮาโกเน่ เป็นเมืองทะเลสาบนั่นเอง ตอนที่ไป พักอยู่กึ่งๆ เรียวกัง (โรงแรมขนาดเล็ก สไตล์
ห้องพักเป็นแบบพื้นเมืองญีปุ่น) จำได้ว่าพอเข้าไปถึง ก็ได้แต่ครางฮือ เพราะว่า น่ารักมากๆ
แบ่งพืิ้นที่ออกเป็นสองส่วน โดยใช้บานพับเลื่อนไปมา สำหรับกั้นห้อง ส่วนแรกสำหรับนั่งดื่มน้ำชา
อีกส่วนเป็นที่นอน ปูผ้านวมสองชุด ไว้สำหรับสองคน แล้วก็มีห้องน้ำในตัว ห้องน้ำก็เหมือนทั่วๆไป
คือ เล็กมาก เข้าไปขวามือเป็นอ่างล้างหน้า หันหน้ากลับมาซ้ายมือเป็นอ่างอาบน้ำ แต่เป็นแบบขุด
ลึกลงไป จะลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส มุมมนๆ ความลึกประมาณครึ่งตัว จะต่างกับบ้านเราเป็น
แบบแนวยาว นี่คือห้องนอน

แต่ถ้าอยากอาบน้ำแร่ ก็นี่เลยมีห้องอาบน้ำแร่รวม (แน่นอน แยกชายหญิงนะจ๊ะ) ตอนที่ไปแบบทัวร์
แน่นอนคนไทยทั้งหมด ไม่มีใครกล้าเข้าไปอาบน้ำรวม เราใช้วิธีจัดเวลา แบ่งเป็นครอบครัวเธอ
ครอบครัวชั้น แล้วก็ให้เวลาคนละประมาณ 15 นาที ระหว่างเราเข้าไปกันก็หวังว่า คงจะไม่ได้มี
ทัวร์อื่น มาลงเวลาเดียวกะเรามาหรอกนะ เอิ๊ก เอิ๊ก เราก็เลยมีโอกาสเอากล้องเข้าไป อิอิ

ไม่ได้โรคจิตนะ แค่อยากรู้ว่าข้างในมันเป็นยังไง เราก็เข้าไปกะแม่ สองคนนี่นา ไม่เชื่อดูรูปปลากรอบ

ภายในห้องนอนที่แบ่งเป็นสองส่วน
e105.jpg

มีชุดยูตากะให้ใส่ด้วย

ที่อาบน้ำในห้องอาบน้ำรวม วิธีอาบก็คือ น้ำที่ออกจากฝักบัวนั้นจะเป็นน้ำแร่ปรับอุณภูมิได้ตามชอบใจ
ความร้อนสูงถึง 40 องศา จะมีเก้าอี้ไม้ตัวเล็กให้ตัวนึง แล้วก็มีกาละมัง แล้วก็ผ้าขนหนูผืนเล็กไว้ให้เรา
ขัดถูตัว แชมพูอยู่ข้างๆ ก่อนจะลงไปในอ่าง ก็ต้องมาชำระร่างกายให้สะอาดก่อน
2e2e.jpg

แล้วค่อยลงในอ่างมรกต เอ้ย อ่างน้ำแร่นี้ ขอบอกว่าร้อนมาก ถ้ากระโดดตูมลงไปเลย ขึ้นมาอาจจะเหลือ
แต่กระดูกก็ได้ น่าจะมีซัก 40 องศา อะ วิธีแช่คือ ค่อยๆ เอาน้ำมาลูบขาก่อน แล้วก็แขน แล้วก็หน้า แล้ว
ค่อยๆ หย่อน ขาลงไป แล้วค่อยๆ ลงไปทั้งตัว แต่ห้ามแช่นอน เพราะอาจจะเกิดอาการวิงเวียนแล้วหน้ามืดได้
แต่คงไม่มีใครอยู่ได้นานหรอก ค่อยๆ เริ่มจาก 5 นาที แล้วในแต่ละครั้งก็ไม่ควรเกิน 10 นาที เค้าว่าน้ำแร่จะทำ
ให้ผิวเราสวยขึ้น แต่ก็อย่าหลงแช่นานหละ เพราะนอกจากจะทำให้ผิวสวยแล้ว น้ำแร่ร้อนๆ ก็ทำให้ผิวสุกได้เหมือนกัน
2e8f2.jpg

แต่แบบข้างบน มันอาจจะดูทัวร์ๆ นักท่องเที่ยวไปหน่อย คราวที่ผ่านมาได้ลองแบบชาวบ้านๆ แบบที่คนญี่ปุ่นเค้าไปกัน
แบบแรกเรียกว่า ออนเซน ดื่มด่ำธรรมชาติบนหุบเขา แบบที่สอง เซนโตะ ที่อาบน้ำสาธารณะ

แต่ว่าคราวนี้ไม่มีรูปมาให้ดูเพราะว่าเราต้องแก้ผ้ารวมกับคนหนะสิ ก็เลยไม่สามารถเข้าไปถ่ายรูปด้วย เริ่มจากตอนที่
ไปอยู่เกียวโต ก็บอกโอโตะซังว่า เราอยากไปออนเซนมาก แล้วคำขอ ก็สมหวัง โอโตะซังไปหาข้อมูลว่าที่ไหนดีที่สุด
บรรยากาศดี ไม่ใช่ที่สำหรับนักท่องเที่ยวเยอะๆ เป็นแบบโลคัล แล้วในที่สุดเราก็ออกเดินทาง มี มีมี่ เพื่อนสาวชาวญี่ปุ่น
แล้วก็โอโตะซัง ขับรถออกจากเมืองเกียวโตไป ประมาณ สี่สิบห้านาที ขับขึ้นเขา ผ่านข้างทางมีต้นไม้หลากหลายสี
อากาศเริ่มค่อนข้างหนาวและชื้น เพราะกำลังเริ่มเข้าฤดูหนาว ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี เป็นสีแดง แล้วก็ส้ม สวยมากๆ
ระหว่างทางขึ้นเขาไป เราก็กดชัตเตอร์ไปตลอดทาง เพราะทนความงามไม่ไหว ถึงแม้ วิวที่ได้จะเป็นแบบเดิมๆ ก็เถอะ

เมื่อมาถึงที่หมาย แทบจะกรี๊ดแดดิ้นลงกับทางเข้า เป็นออนเซนที่มีสนามกอล์ฟ หญ้าเขียวขจี หายใจเข้าปอดเต็มที่
อิ่มกับอากาศที่ได้สูด ถึงมีมี่จะเป็นชาวญี่ปุ่นก็เถอะ แต่ก็อยู่ในเมืองหลวงวุ่นวายที่โตเกียว คงไม่เคยได้พบกับบรรยากาศ
แบบนี้ ก็เลยตะลึงไม่แพ้ชาวไทย อย่ารอช้าเลย เข้าไปข้างในกันเถอะ ค่าอาบน้ำไม่ได้แพงมาก คนละ 500 เยน (165 บาท)

และแล้ว ครั้งแรกของเรา รู้สึกตื่นเต้น ทำอะไรไม่ถูก โชคดีหรือโชคร้ายที่มีเพื่อนมาด้วย จะทำให้ตื่นเต้นน้อยลง
หรือตื่นเต้นมากขึ้นเพราะต้องแก้ผ้าต่อหน้าคนรู้จัก โอ มายก๊อดด อย่ากระนั้นเลย ทุบหัวใจให้เข้ากลับไปเต้นข้างใน
แล้วก็ทำหน้านิ่งๆ เชิดๆ เดินตามเพื่อนเข้าไป เข้าไปถึงเค้าก็จะให้กุญแจล็อกเกอร์มา แล้วก็ผ้าขนหนูผืนเล็กหนึ่งผืน
พร้อมผ้าเช็ดตัว พอเดินเข้าไปด้านใน ไม่อยากจะเชื่อ พระเจ้า ไม่เคยเห็นคนแก้ผ้าจริงๆ ต่อหน้าเยอะขนาดนี้ นอกจาก
เวลาเห็นเลือดแล้วจะเป็นลม ตอนนี้ก็เริ่มเห็นคนแก้ผ้าแล้วจะเป็นลมเหมือนกัน จากที่ตอนเดินเข้า หน้าเชิ่ด หน้าเริ่มซีดลง
เรื่อยๆ ก้มหน้าติดคาง รีบซอยเท้าเดินยั่บๆ ตามเพื่อนไปติดๆ เหมือนวิงเวียน คล้ายๆ จะมึนนม และ อื่นๆ ไม่ขอกล่าวถึง

ขอตัดชอตหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จละกัน พอเปิดประตูไปปั๊ปก็เจอกลิ่นน้ำแร่ พร้อมกับบ่อน้ำสีต่างๆ มีสีเขียว สีน้ำตาล
สีแดง เค้าว่ากันว่ามีสมุนไพรในนั้นด้วย ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง แต่ละบ่อความร้อนก็ไม่เท่ากัน บรรยากาศรอบๆ บ่อจะ
หันไปทางภูเขา แล้วก็มีทะเลสาบอยู่ด้านหน้า ส่วนบริเวณรอบๆ บ่อ ก็จะมีบรรดา ป้าๆ โอบ๊ะซัง นั่งเรียงรายริมขอบบ่อ
นั่งพักตากแดด ส่วนบ่อน้ำแร่นั้นมีขนาดต่างๆ รายเรียงกันไปประมาณ ห้าบ่อ ซึ่งทุกคนจะลงรวมกันหมด วิธีก็คือ ก่อนลง
ไปต้องทำความสะอาดร่างกายก่อน แล้วค่อยลงไปแช่ แต่ต้องระวังหน่อย เพราะว่ามันแบบ outdoor แล้วช่วงที่เราไปก็
เริ่มเข้าหน้าหนาว อากาศเย็นมากๆ พอเราจะลงไปแช่ในน้ำ บางทีจะไม่รู้สึกว่าน้ำมันร้อน เพราะครึ่งตัวบนเรามันเย็นมาก
เพราะฉะนั้นต้องระวังตัวจะสุกได้ ส่วนบริเวณส่วนด้านหน้า จะเป็นจากุชชี่น้ำแร่ให้แช่ เป็นบ่อที่ลงได้ประมาณ สามคน
สบายตัวมากๆ แต่ทุกๆ ห้านาที เพื่อนจะต้องคอยบอกให้เราขึ้นมาจากน้ำ เพราะไม่งั้นความร้อนอาจจะทำให้หน้ามืดได้
ที่สำคัญ ผ้าขนหนูที่ให้มาประโยชน์ของมันก็คือ เอาไว้ปิดบังอวัยวะ บน หรือ ล่าง แล้วแต่ว่าอายส่วนไหนก็ปิดส่วนนั้น
แต่เท่าที่ดูๆ คนส่วนน้อยที่เค้าใช้ปิดกัน เอิ๊กๆๆ จริงๆแล้ว เค้าเอาไว้ให้ใช้ขัดตัว ขัดถูขี้ไคลต่างหาก แต่ว่าพอเราลงบ่อ
น้ำแร่ ห้ามนำผ้าขนหนูลงไปในบ่อ ต้องใช้วิธีพับแล้วก็เทินไว้บนหัว เพราะเค้าถือว่า ผ้านั้นสกปรกเพราะเราไปขัดตัว
มาแล้ว เราใช้เวลาอยู่ในนั้นประมาณ ชั่วโมงครึ่ง สุกได้ที่พอดี พอออกมาจากห้อง รู้สึกได้ว่า ตัวเบาหวิว มากๆ

ส่วนอีกแบบที่เรียกว่า “เซนโตะ” นั้น เป็นที่อาบน้ำสาธารณะ หลังจากเที่ยวเล่นที่เกียวโต จนหนำใจ ก็ได้เวลาเดินทางไป
เมือง ทากายาชิ ซึ่งอยู่ในเขตของ นาโงย่า นั่งชินกันเซนจากเกียวโตใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง คราวนี้เราก็มาเจอกับ
เพื่อนเราอีกคนหนึ่ง คือ มิชิโอะ

เซนโตะ


รถไฟจอดปั๊ป เราก็เดินออกมาแล้วก็พบกับ มิชิโอะ รออยู่ด้านหน้า เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ คนส่วนใหญ่ก็จะมีรถส่วนตัว
เพราะว่า รถประจำทางไม่ได้มีมากมายแล้วก็ไปไม่ถึงยังที่ไกลๆ มิชิโอะพาเรากลับบ้าน สวัสดีแม่และก็พบเจอคนในบ้าน
จากนั้นก็พาออกไปเที่ยวข้างนอก และก็บอกกับเราว่า วันนี้จะพาไป อาบน้ำแร่ โอ มาย ก็อด อีกแล้วหรอ จะดีมันก็ดีหรอก
แต่ว่า เอ่อ ต้องลวกน้ำร้อนอีกแล้วหรอ

ไม่อยากให้เสียน้ำใจ หลังจากเที่ยวเล่นทั้งวัน มาถึง หนึ่งทุ่มก็ตรงไปยังเซนโตะ ซึ่งแตกต่างจากออนเซนโดยสิ้นเชิง
ที่นี่อยู่ใจกลางเมือง เข้าไปถึง อุ แม่เจ้า คนเยอะมากๆ ทั้งลูกเล็ก เด็กแดง คนแก่ อ่อ ที่นี่มีสาวๆๆ ด้วย เยอะมาก
ต่างจากที่ เซนโตะ มีแต่ ป้าๆ เค้าว่าคนที่นิี่นิยม มาอาบน้ำที่เซนโตะกัน ตรงโถงล็อบบี้มีร้านอาหารแล้วก็บริการนวด
คนจ่อกแจ่ก จอแจมากๆ แค่บรรยากาศก็แตกต่างกันแล้ว แอบเห็นป้ายเขียนว่า คนที่มีสักลายห้ามใช้บริการเด็ดขาด
หรือว่าเค้ากลัวพวกยากูซ่า ?? พอเข้าไปถึงด้านในก็เจอแบบเดิม ซึ่งก็เตรียมใจไว้แล้ว แต่ไม่คิดว่า คนมันจะเยอะมาก
ขนาดนี้ มีซัก 100 คนได้ โอวว ขาวๆ เต็มไปหมด ทั้งเด็กเล็ก สาววัยรุ่น รุ่นคุณป้า และรุ่นอาม่า มีทุกรุ่น ขนาดเรา
เป็นผู้หญิงนะเนี่ย แต่ใจยังเต้นระทึกได้ซักขนาดนี้ เด็กสาวๆ สวยๆ ผิวเนียนมั่กๆ โอว นี่หละหนอ ของแท้เมืองญีปุ่น
ได้เห็นกับตา เราเป็นอะไรไปเนี่ย ตัดตอนมาถึงบ่อน้ำแร่ มีเยอะมาก เป็น สิบบ่อได้ ทุกบ่อคนก็แน่นขนัด

มีน้ำหลายสีเหมือนที่เราเคยเห็น แล้วก็ยังมีซาวน่าอีก มีทั้งแบบ กลางแจ้ง และในร่ม ซึ่งตอนกลางคืน อากาศหนาว
ชะมัด วิ่งออกไปได้ ต้องรีบแจ้นไปหลบลงบ่อ แต่โชคดีเพื่อนฉุดไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นมีสุกแน่ แต่ละบ่อจะมีเครื่องบอก
อุณหภูมิไว้ เริ่มตั้งแต่ 37 องศา สูงขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วก็มีบ่อน้ำเย็น 18 องศา สำหรับเป็นการช็อกร่างกาย หลังจาก
เจอร้อนสุดๆ มาแล้ว ก็มาเจอเย็นสุดๆ บ้าง ตอนสุดท้าย เราแค่ลองเอาขาลงไปครึ่งแข้ง ก็ต้องร้องจ๊าก วิ่งออกมา
แทบไม่ทัน โอวมายก็อด มันสุดยอดมากๆ

นอกจากบ่อน้ำแร่แล้ว ก็จะมีห้องซาวน่า มีม้านั่งอยู่สองฝั่ง ทุกคนหันหน้าชนกัน นั่งนิ่งๆ เราเข้าไปกับเพื่อน ตอน
แรกก็ไม่มีใครสนใจอะไร พอเราเริ่มคุยกับเพื่อนปั๊บ พอจะสังเกตมีสายตาแปลกๆ มองมาอยู่เสมอ เพราะเค้าต้อง
คิดว่าเราเป็นชาวต่างชาติแน่ๆ เลย ฟังจากสำเนียงการพูดเราแล้ว เราเลยเริ่มอายแล้วก็เดินออกจากห้องไปอย่าง
เงียบๆ

จากนั้นก็ไปลองนอนบนก้อนหิน เหล็กหินซะมากกว่า เป็นตะปุ่มตะป่ำ วางมั่วๆ สลับกันก้อนประมาณ เส้นผ่าน
ศุนย์กลาง หนึ่งนิ้ว ตามแนวคนนอน เป็นเหล็กหินร้อน แล้วก็มีน้ำแร่ไหลผ่าน เค้าว่ากันว่าเป็นการนวดตัวไป
ในตัว นอนเพลินเลย ตอนแรกๆ รู้สึกเจ็บแต่ซักพักก็เริ่มชินแล้วรู้สึกสบาย ที่นี่มีของให้เล่นหลายอย่าง
คนที่นี่เค้าจะไม่มีการมามองกัน หรือจ้องมองดูร่างกายของคู่ต่อสู้ เอ้ย ของคนอื่น ผิดกับเราแฮะ อิอิ

ต่อจากนอนหิน ก็จะมีอ่างจากุชชี่แต่เป็นแบบถังไม้กลมๆ เหมือนในหนังจีน ลงไปแช่ได้ สองคน แล้วก็จะมี
ก๊อกน้ำใหญ่ๆ เปิดน้ำไหลลงมาเรื่อยๆ แล้วเราก็เริ่มลงไป ขึ้นมาลงบ่อนู้น ขึ้นบ่อนี้ลงบ่อนั้น จนได้หนึ่งชั่วโมง
จนรู้สึกเพลีย ไม่ได้รู้เลยว่า ตัวแดงมากเนื่องจากอยู่ outdoor แล้วไม่คิดว่าน้ำมันร้อนมาก นี่ก็เป็นข้อควร
ระวังอีกอย่างหนึ่งในการลงบ่อน้ำแร่ ผลสุดท้ายกลับมากรุงเทพ ใช้เวลารักษาตัวเอง เนื่องจากตัวพุพอง
จากน้ำร้อนแล้วก็อากาศแห้ง โชคดีที่กลับคืนสู่ปกติ

ถือว่าเป็นประสบการณ์คุ้มค่าที่ได้ลิ้มลอง ถ้าการมากับทัวร์ เราคงจะไม่ได้ลองอะไรแบบนี้แน่ๆ

ทิวทัศน์ระหว่างทาง
dscf4054_1.jpg

dscf4062.jpg

dscf4064.jpg

 

นึกไม่ออกบอก ชิบูย่า July 23, 2007

Filed under: Journey Around, นึกไม่ออกบอกชิบูย่ — jolieisallaround @ 3:09 pm

จำได้ว่าครั้งแรกที่มาญีปุ่น รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับจำนวนคนเรือนแสน แออัดอยู่กันบนท้องถนน
รถไฟ ร้านอาหาร สถานที่ต่างๆ (รวมๆกันจากหลายๆที่ ก็น่าจะได้เรือนแสน เนาะ) เดินแล้ว
รู้สึกงงๆ เดินข้ามถนนพร้อมกับคนเยอะๆ ตรงสี่แยกใจกลางชิบูย่า ไม่ใช่สี่แยกสิ หลายแยก มากๆ
พอช่วงที่รถวิ่ง ก็จะเป็นช่วงที่สะสมคนเดินถนนมายืนรอตามแต่ละแยก เพื่อรอข้ามถนน สะสมไปเรื่อยๆ
เหมือนจะกักตุนคนให้ได้มากที่สุด แล้วไฟถึงจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ให้รถหยุดแล้วคน (ถ้ามองจากที่สูง
น่าจะเรียกว่า มด มากกว่า) ก็จะรีบเดินกันยุ่บยับ เพื่อข้ามไปยังจุดหมายของตัวเอง ถ้าเป็นผู้สังเกตการณ์
ก็คงจะเพลินดี แต่เรานี่หนะสิ มาแรกๆ รู้สึกมึนๆ แล้วก็จิตอ่อน ลืมจุดหมายของตัวเองไปซะยังงั้น
ตั้งใจจะข้ามไปฝั่งตรงข้ามแบบตรงๆ พอเห็นคนเยอะๆ เริ่มมึน เห็นเค้าเดินกันไปเยอะๆ ตามทางไหน
เราก็จะเดินตามเค้าไป ไปใหม่ๆ เผอิญว่าบ้านเพื่อนใกล้ชิบูย่า เราก็มีอาการอย่างนี้อยู่สองสามครั้ง
จนตอนหลังพอจับทางได้ ว่าต้องตั้งสติ อย่ามองตามของสวยๆ หล่อๆ เดินตามเค้าไป จะได้ถึงจุดหมาย
ของตัวเอง ซะที ha.ha..

คล้ายๆ กับชีวิตของมนุษย์ทุกวันนี้ บางทีกว่าจะถึงจุดหมายของตัวเอง อาจจะมีหลง มีแวะพักกลางทาง
หลงไปตามกระแส มึนงง ไม่รู้ว่าที่ตามเค้าไปเนี่ย ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ รึป่าว กว่าจะถึงจุดหมายก็
ช้าไปแล้ว แต่ยังไงก็ตาม จะช้าจะเร็ว แต่ได้ถึงจุดหมาย มันก็คุ้มค่าแล้วหละ ใช่มั๊ย ?

(อย่าแปลกใจ ยังเป็นคนเดิมเขียนอยู่ วันนี้แอบมีสาระชีวิตแทรกซึม ไม่ต้องตกใจ++ เอิ๊ก เอิ๊ก)

ว่าแล้วก็กลับมาที่ชิบูย่า เรามีความตั้งใจว่าก่อนกลับต้องมานั่งดูพระอาทิตย์ลับฟ้าในเมืองให้ได้
อยากจะเห็นผู้คนเดินฝักใฝ่ ตั้งแต่บ่าย จนคล้อยค่ำ สตาร์บัค คือ จุดหมายของเราในวันนี้ ไม่ว่า
จะประเทศไหนๆ ร้านกาแฟสุดฮิตก็มักจะได้โลเคชั่นดีๆ ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นมุมถนน คราคร่ำไปด้วย
ผู้คน หรือตามห้างร้าน ก็มักจะได้มุมคนพลุกพล่าน เค้าว่ากันว่า ที่เมืองมะกันแทบจะมีสตาร์บัคส์
แทบทุกบล็อกถนน (เค้าว่ากันว่า = หนังฮอลีวูด ที่เราเห็นๆ) ออกนอกเรื่องอีกละ ที่จะเล่าก็คือ
ที่ชิบูย่าเนี่ย ได้ทำเล หันหน้าออกไปทางถนนยุ่งๆ ใจกลางเมืองชิบูย่า และอยู่ชั้นสอง เป็นวิวมุมสูง
สามารถสังเกตการณ์ผู้คนได้รอบทิศ (ดูรูปประกอบ) เราก็เลยไม่รอช้า ก่อนวันสุดท้ายที่จะกลับ
ก็เลยไปเอ้อระเหย ตั้งแต่สามโมงฝ่าๆ คนเริ่มจะแน่นแล้ว​(ซึ่งก็แน่นตลอดเวลา) สั่งเมนูสุดโปรด
แล้วก็ขึ้นไปหาที่นั่งชั้นสอง ยืนด้อมๆ มองๆ โต๊ะเต็ม มีคนจองไปหมดแล้ว เราก็ไม่ย่อท้อ ยืนรอ
แล้วรอเล่า จนในที่สุดเราก็ได้กระชากมาหนึ่งที่นั่ง โลเคชั่นสุดเจ๋ง นั่งตรงบาร์ติดกระจก หน้าหัน
ไปยังถนนชิบูย่า ในแบบที่เราอยากได้ โอ้วว คุ้มค่ากับการรอคอย

ถัดจากเรา ขวามือ คือฝรั่ง หนึ่งคน ซ้ายมือ คือ ชาวญ่ีปุ่นหนึ่งคน เราก็ทำตัวเนียนๆ จิบกาแฟ
ตามสูตร เอาสมุดจดมาเล่มนึง แกล้งนั่งขีดๆ เขียนๆ ไปเรื่อย แต่เราผิดพลาดตรงที่สั่ง มอคค่า
แฟรบปูชิโน่ โอ มายก้อด ใช่แล้ว กาแฟเย็นมันต้องใส่แก้วใส ไม่ใช่แก้วทึบ ทีงี้เอาไงหละ เราก็
ต้องค่อยๆ จิบสิ ดื่มเร็ว เราก็จะไม่มีอะไรมายื้อให้นั่งได้นาน แต่เราก็นั่งมาได้เกือบ สองชั่วโมงนะ
ทริกอย่างนี้ที่นึกออกเพราะ เจ้าฝรั่งที่นั่งข้างๆ เนี่ย นั่งทำตาเหม่อลอย คาดว่านั่งก่อนเรามาตั้งนาน
แล้ว มีเป้หนึ่งใบ ทำเนียนๆ ดื่มกาแฟที่เป็นแก้วทึบ(มีฝาปิดด้วย) ค่อยๆละเลียด เราแอบเหล่ แล้ว
ก็ได้เห็นว่า คุณเธอหยิบขวดน้ำใสๆ ออกมาจากเป้ แล้วก็มาเทใส่แก้วกาแฟอย่างเนียนแล้วก็นั่งไป
เรื่อยๆ เหมือนว่าโลกนี้มีชั้นอยู่คนเดียว!!! เนี่ยนๆๆๆ กู๊ดๆๆๆ

เราคนไทย (ถึงแม้หน้าตาจะค่อนไปทางญี่ปุ่น เอิ๊ก เอิ๊ก) เป็นคนขี้เกรงใจ พอเห็นคนเริ่มเยอะมาต่อคิวรอ
เราก็เริ่มกระสับกระส่าย แต่อย่ากระนั้นเลย สิ่งที่เราตั้งใจทำ คือ จะมาเก็บภาพคนบนท้องถนน ตั้งแต่
มีแสงจนกระทั่งแสงไม่มี อิ๊วววว เราก็ถ่ายภาพไปเรื่อย จนเริ่มค่ำ แสงน้อย เราก็ได้ภาพที่เราต้องการ
ก็วางกล้องไว้บนโต๊ะ ซักพักพนักงานสตาร์บัค ก็มาพูดกับเราเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า ไม่ให้ถ่ายรูปนะครับ
เราก็ ไฮ้ ไฮ้ ทำตัวเนียนๆ ให้เห็นว่าเป็นชาติเดียวกัน เค้าจะได้ไม่รู้ อิอิ คือจริงๆ อะ ชั้นถ่ายเสร็จแล้วย่ะ
ไปก็ได้ แบร่

เอาละ มาดูรูปปลากรอบ เลยดีฝ่า รูปแรก หลังจากได้ที่นั่ง กาแฟยังเต็มแก้ว
1.jpg

ช่วงเวลาสะสมคน
2.jpg
3.jpg

คนเริ่มเป็นอิสระ
4.jpg

วิญญาณก็เป็นอิสระ
5.jpg

61.jpg

กาแฟใกล้หมด เราก็ใกล้หมดเวลา
7.jpg

คนเริ่มทะมึนขึ้นเรื่อยๆ
8.jpg

9.jpg

ผู้คนเริ่มกลับสู่จุดหมายตัวเอง
10.jpg

 

นางนี้ที่โอไดบะ At Odaiba City July 20, 2007

Filed under: Journey Around, นางนี้ที่โอไดบะAt Odaiba — jolieisallaround @ 5:42 am

วันว่างๆ อีกวัน ไปเดินเล่นดูเทพีสันติภาพที่โอไดบะกันดีกว่า ถึงแม้จะไม่ได้ยลโฉม
เทพีที่เมืองอเมริกา เรามาดูที่นี่ก็ได้ หน้าตาน่าจะคล้ายกัน เค้าว่ากันว่านางนี้มาจาก
ฝรั่งเศส แต่ว่า ณ ตอนนี้ตัวนี้เป็นตัวจำลอง ตัวจริงได้นำกลับอเมริกาไปแล้ว ตามข้อมูล
ว่ากันว่า เทพีสันติภาพ สูง 11 เมตร หนัก 9 ตัน หันหลังให้กับทะเล หันหน้าให้กับตึกฟูจิทีวี
เล่่าแค่นี้ก่อน พอเป็นน้ำจิ้ม

วางแพลนไว้ตอนกลางคืน ว่าจะออกซัก 9 โมงเช้า คิดว่าน่าจะใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 1.15 ชม.
แต่เราเผื่อเวลาหลงทางไว้ด้วย แหะ แหะ ดูจากแผนที่เรียบร้อยเค้าบอกว่าเราต้องไปต่อรถไฟสองต่อ
เริ่มกันเลยละกัน นั่งรถเมล์ออกจากบ้าน ไปลงที่สถานีชิบูย่า (ใกล้บ้านเรา-บ้านเพื่อนก็เหมือนบ้านเรา)
เพื่อความแน่ใจ ถามเจ้าหน้าที่ดูอีกทีดีกว่า กันหลง เค้าก็ยืนยันตามที่เราเข้าใจ คือ นั่งสาย ยามาโนเตะ
(Yamanote) ไปลงที่ สถานีชิมบาชิ (Shimbashi) จากนั้นต่อรถไฟสาย ยูริกาโมเมะ (Yurikamome)
(สายนี้ไม่สามารถใช้ JR Pass ได้) จากนั้นลงที่สถานี ไดบะ (Daiba) ใช้เวลาจากชิมบาชิ ประมาณ 15 นาที
ราคา 310 เยน เท่านี้เราก็จะได้เยี่ยมชม เทพีสันติภาพ และ สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ สบายอารมณ์

เอาหละพอรู้แล้วว่าการเดินทางยังไง อย่ากระนั้นเลยไปหาของรองเท้า เอ้ย รองท้องก่อนดีกว่า
เรามาอยู่ที่สถานีชิบูย่า ซึ่งถือว่าเป็นสถานีใหญ่อยู่เหมือนกัน ร้านค้ามากมาย วันนี้เป็นตีม ปิคนิค
ว่าแล้วลงไปดูที่ Food Show ดีกว่า มันคือซุปเปอร์มาเก็ตอาหารนั้นเอง (อยู่ชั้นใต้ดินที่สถานีชิบูย่า)

ลงมาถึง อุแม่เจ้า ของกินมากมายก่ายกอง ไอ้โน่นก็น่ากิน ไอ้นี่ก็น่ากิน น่ากินไปหมดเยย ขอลองเดิน
รอบๆ ดูก่อนดีกว่า ขนมหวานประเภท ถั่วห่อแป้ง แป้งห่อถั่ว ถั่วห่อถั่ว ประเภทนี้แหละคือขนมประจำชาติ
ของญี่ปุ่น จำได้ว่าครูสอนภาษาญี่ปุ่นเคยว่าไว้อย่างนั้น ว่ามันมีแค่ไม่กี่ประเภท มันจะหลอกล่อเราด้วยหน้าตา
และหีบห่อ ทำให้ดูน่ากิน แต่ถ้าได้ลองซื้อมาดู อาจจะไม่ดีเหมือนหน้าตาก็ได้ คลับคล้ายคลับคลา เหมือนพวก
หล่อๆ สวยๆ เนาะ อิอิ เอาน่า ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นกันทุกคนหรอก เอ้ย ไม่ได้เป็นกันอย่างนั้นทุกขนมหรอก

อันนี้เป็นพวก ปิ้งๆ ย่างๆ ทั้งหลาย เทริยากินั่นเอง อร่อยสุดยอด น้ำตาไหลพราก ไม่แพงมาก
dscf0466_1.jpg

อันนี้แป้งห่อถั่ว น่าตาน่ากิน

dscf0471_1.jpg

อันนี้ ชูมัย หรือ ขนมจีบ นั่นเอง อร่อยดี
dscf0508_1.jpg

อันนี้ เทริยากิ ไก่ปิ้งนั่นเอง อร่อย สุดยอด

dscf0499_1.jpg

ซื้อเสบียงเป็นที่หอมปากหอมคอ ก็ถึงเวลาออกเดินทาง เดินขึ้นมาข้างบน นั่งรถไฟที่ชิบูย่า สายยามาโนเตะ
ระหว่างทางตื่นตาตื่นใจ ออกนอกเมือง การผจญภััยคนเดียว ช่างตื่นเต้นดีแท้ :) ออกนอกเมืองหลบควุามวุ่นวาย
แค่เพียงสิบห้านาที ก็รู้สึกถึงความสงบนั้นได้ (คนบนรถไฟเริ่มน้อยลง เริ่มสงบขึ้น) แต่ว่าหลังจากมาทำตัวเป็นคน
เมืองซักพัก พอจะสังเกตได้ว่า เมื่อขึ้นรถไฟ ถึงแม้จะคนแน่นขนาดไหน แต่สิ่งที่สังเกตได้ คนบนรถไฟมีอยู่ 3 ประเภท
1.อ่านหนังสือ (ทุกประเภท) 2.โทรศัพท์ แต่ไม่ได้โทรออกนะจ๊ะ เป็นโรคนิ้วโป้ง คือ ส่งแมสเซจ ตลอดเวลานั่นเอง
แต่จะไม่มีการคุยโทรศัพท์บนรถไฟ (น่าชมเชย ดีเหมือนกันนะ ไม่รำคาญดี) 3.หลับ อาการนี้เป็นอาการที่เราสนใจ
ที่สุด เพราะแต่ละคน จะมีวิทยายุทธ์ในการหลับแตกต่างกันไป นิ่งๆ โยกเยก พิง น้ำยาย ใครพอจะคิดอาการอื่นได้ก็
ลองส่งกันเข้ามา รางวัลไม่มีหรอกนะ :)

เข้าเรื่องต่อดีกว่า มาดูรูปกันเลย ระหว่างทาง ขณะมองวิวบนรถไฟ
dscf0538_1.jpg

dscf0483_1.jpg

จริงๆ แล้ว ที่โอไดบะ นอกจากเทพีสันติภาพแล้วยังมีอย่างอื่นที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น ฟูจิเทเลบิ หรือว่า ฟูจิทีวีนั่นเอง
ตึกยังกะของเล่น แล้วเลยไปอีกหน่อยก็มี ห้าง Palette Town ขายของเกร๋ไกร๋ แล้วก็น่าเดินเล่นด้วย เพราะอยู่ใกล้ทะเล
อากาศดี ตึกก็เก๋ไก๋ เหมาะแก่การถ่ายรูปเล่น แหะ แหะ พูดเหมือนไปมาแล้วเลย คือ จริงๆแล้ว ตรงพาเลท ทาวน์ เราไม่ได้ไป
เผอิญว่าขี้เกียจเดิน มัวแต่กินลมชมวิว อยู่แถวๆนี้แหละ แต่พูดถึงความคุ้ม ถ้าไหนๆ ไปแล้ว ก็ควรจะแวะไปซะหน่อย นอกจาก
พาเลท ทาวน์ ก็จะมีโชว์รูมของโตโยต้า (Mega Web ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Palette Town) มีรถใหม่ๆ ให้ลองขับเล่นด้วย

ถัดไปหน่อยก็จะมี Decks Tokyo Beach มีร้านบูติคน่ารักๆ มากมาย แล้วก็มี Food Theme Park และในที่ตรงนี้
เค้าเรียกกันว่า Daiba Little Hong Kong แวะไปดูหน่อย ก็จะเพลินไม่น้อยนะจ๊ะ

กลับมาพูดถึงตรงที่เราเดินดีกว่า เราอยู่ตรงโอไดบะ ที่มีห้างใหญ่เบิ้ม แต่ของไม่ได้มากมายเท่าไร แต่จุดนี้ทัวร์มักจะมาลง
พามาถ่ายรูปกับเทพีสันติภาพ ส่วนเราอะหรอ ถึงแม้จะมาคนเดียวก็ไม่ได้เปลี่ยวใจเลย แถมยังมีรูปตัวเดียว คนเดียว เป็นที่ระทึก
อยู่หลายรูป บางทีก็ถ่ายเอง หรือบางที ถ้าไม่ได้อยากได้รูปตัวเองบังวิว (เพราะจากการถ่ายเอง มันใกล้มาก บังวิวหมด)
ก็จะไปยืนเกร่ๆ ตรงแถวที่ทัวร์ลง ทำตาละห้อย มองคนที่มาเป็นคู่ๆ ผลัดกันถ่าย เราก็ใช้หน้าตาเราให้เป็นประโยชน์
กอมเหม่น เนะ excuse me, คุณอยากถ่ายรูปคู่กันใช่มั๊ยคะ มาๆ เดี๋ยวหนูถ่ายให้ค่ะ หนึ่ง สอง สาม สวยจริงๆ เลย
เอ่อ ถ่ายให้หนูบ้างนะคะ อิอิ เพียงแค่นี้เราก็จะได้รูปสวยๆ คู่กับวิวมา แต่ต้องเลือกนิดนึง เดินสำรวจดูก่อน ว่าพวกคู่ๆ ที่มา
เป็นพวก หัดถ่ายมือใหม่ป่าว เราต้องเลือกหน่อย ไม่งั้นภาพที่เราได้ อาจจะเป็น เราตัวนิดนึง กะวิวกว้างไกล หรือว่า เราตกขอบ
กะวิวกะจึ๋งนึง ตาดีได้ ตาร้ายเสีย ยังไงก็ไม่ว่ากัน โฟโต้ชอปก็มีเนาะๆ

ระหว่างเดินออกจากสถานี ไดบะ
dscf0475_1.jpg

dscf0477_1.jpg

ระหว่างทางเดินไปดูเทพี
dscf0486_1.jpg

ตึกฟูจิทีวี
dscf0489_1.jpg

และแล้วนางนี้ที่เราอยากพบ วิวด้านหลังคือ Rainbow Bridge จริงๆ แล้วถ้ามากลางคืน ก็จะได้อีกบรรยากาศนึง
สวยงามไปคนละแบบ เปิดไฟบนสะพานด้วย สวยมากๆ
dscf0494_1.jpg

ด้านข้างของนาง มองไปยังฟูจิทีวี ได้อารมณ์ไปอีกแบบ
dscf0516_1.jpg

เรากะเทพีสันติภาพ ก็สวยไปอีกแบบ เนอะ

 

นิน นิน นิน นินจาโคกะ Koka Ninja July 17, 2007

Filed under: Journey Around, นินจาโคกะKoka Ninja — jolieisallaround @ 3:11 pm

เมื่อคืนฝันถึงนินจา เหมือนเป็นลางเตือนว่า กลับมาเขียนเรื่องญี่ปุ่นต่อได้แล้วย่ะหล่อน
ไหนๆ ก็นึกมุขได้แล้วว่าควรจะเขียนเรื่องอะไร จะรอช้าทำไมเล่า ผู้คนเริ่มหลงผิดเข้า
บล็อกของเรามาตั้งเยอะแล้ว ทำตัวให้เป็นประโยชน์หน่อยจะดีมิใช่น้อย เนาะ เนาะ นิน นิน นิน

ก่อนมาได้ข้อมูลว่าถ้าเรามาอยู่เกียวโตแล้วเนี่ย เราสามารถนั่งรถไฟไปยังหมู่บ้านนินจา
ได้เจอนินจาตัวเป็นๆ และสำนักนินจาด้วย ซึ่งมีประมาณ 3 สำนัก (อาจมีมากกว่านี้ก็ได้
ใครจะไปรู้) สมัยเป็นเด็กน้อยเคยดูฮาโตริ สงสัยมาตลอดว่า ทำไมฮาโตริ ต้องพูด
นิน นิน นิน ด้วย เดี๋ยวจะไปดูให้รู้ว่าเจอตัวจริง นินจาเค้าจะพูดอย่างนั้นรึป่าว

มิรอช้าปรึกษากะพ่อแม่ชาวญี่ปุ่นว่า ตัวลูกน้อยนี้วันเสาร์จะไปเยี่ยมสำนักนินจาให้ได้
ตอนแรกก็คุยกันไม่เข้าใจ บอกว่านินจา นิจา นิ่นจา ต้องออกเสียงยังไงเนี่ย เค้าก็ยัง
ไม่เข้าใจ งั้นเอามุขการ์ตูนละกัน ถามโอโต๊ะซังว่า รู้จัก ฮาโตริ ป่าว บ้านลูกน้อยเนี่ย
มีการ์ตูนญ่ีปุ่นฮาโตริฉายตั้งแต่เด็กๆ นะ ก็เลยอยากจะรู้ว่า นินจาตัวจริงเป็นยังไง
แต่ไม่ต้องเป็นห่วง ลูกน้อยจะเดินทางไปเอง เพราะได้จดวิธีเดินทางมาแล้ว จากสถานี
เกียวโตนั่งรถไฟ สายบิวะโกะ จากนั้นไปต่อที่คุสัตซึ​ (ใช้เวลา 20 นาที จากเกียวโต ถึง
คุสัตซึ) จากนั้น ไปลงที่โคกะ (ใช้เวลา 15 นาทีถึงโคกะ) เมื่อถึงสถานีโคกะ ก็ลงเดิน
จะมีแผนที่บอกทางไปหมู่บ้านนินจา ซึ่งใช้เวลาเดินไม่นาน จะได้เดินชมทิวทัศน์ไปด้วย

อย่ากระนั้นเลย พ่อแม่ชาวญี่ปุ่นใจดีมั่กๆ บอกว่าเดี๋ยวเค้าจะพาไปเอง คงกลัวว่าหน้าตา
บ้านนอกอย่างเรา คงต้องทำอะไรเปิ่นๆ ให้นินจาจับตัวไปแน่ๆ นิน นิน นิน ไม่รู้หรอกว่า
เราก็พอจะมีวิชาอยู่บ้าง :)

ตั้งตารอจนถึงวันเสาร์กว่าจะได้เดินทางก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง เตรียมเสบียง เหมือนจะไปปิคนิค
ไปรับโอโต๊ะซังที่โรงเรียนสอนปั้นหม้อ ถ้าภาษาอังกฤษก็ Pottery Scool ประจำเมืองเกียวโต
แต่ทำไมแปลเป็นไทยแล้วมันเชยจัง ปั้นหม้อ พาลให้นึกขนม สาคู เกี่ยวกันมั๊ยอะ?? เอาน่ะ
ขับรถเพลินๆ ไปประมาณชั่วโมงครึ่ง เราคาดว่าอาจจะมีการหลง เพราะดูเหมือนว่าเค้าหยิบ
แผนที่มาแล้วมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเสียงดัง และพูดเร็วๆ กัน เราว่า หลงชัวร์
แปลไม่ออกหรอก เดาเอา อิอิ

แต่ในที่สุดเราก็มาถึง รูปแรกเป็นหมู่บ้านนินจาอันแรกซึ่งปิดในวันที่เราไปถึง มีไม้กั้นด้วย
แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเราก็ใช้วิชานินจากระโดดข้ามกำแพงไป นิน นิน นิน
(กำแพงสูงแค่เอว) เข้าไปพบแต่ความร้าง และอากาศอันเยือกเย็น ไม่มีคนแม้แต่คนเดียว
เราก็กลัวว่า เค้าอาจจะสร้างกับดักไว้ก็ได้ เลยไม่กล้าเดินเข้าไปสำรวจต่อ

Last night I dreamt about Ninja, it likes presage to remind me, get back to continued
your writing on Japanese trip!! Well, I’ve got the topic what am I going to write about
So many people visit on my blog, so I should write something fun for them to read ….

Before I leave for Japan, I did read a guide book and it said about Ninja Village which
situated in Kyoto. There are 3 Ninja Institutes (or maybe more? Who knows?) When
I was young, I used to watched Cartoon “Hatori” He is a Japanese Ninja who is pretty
famous at that time. I’ve got a question in my mind about the wording that Ninja
always say “nin nin nin” . It’s a time to find out is it true or not that they are going to
say the words “nin nin nin”.

I told my Japanese parent about I’m going to Ninja Village at Koka. At first place, they
do not understand what I talked about. Maybe my pronounced in Japanese is wrong??
Not so sure. Ninja, Nija, Niiija…whatsoever, what should I tell?? So I asked them if they
do know about Hatori cartoon which import from Japan. Finally, we got the same track.

I know how to get there coz I read from the guide book before I came. Take a train from
Kyoto station and transfer at Kusatsu Station (20 mins) and then take a Biwako Line and
Then get off at Koka (15 mins) After that, you take a walk to the Koka Ninja Institute which
is not so far and you can enjoy your way to the Institute.

By the way, I didn’t take a train though!! My parent took me there coz they afraid that
I’m kind a nerd and Ninja may take me with them..ha.a.. So better to be with them.

We left the town around noon!!! On the way to pick up Dad at Pottery College in Kyoto
Town and then took about one and a half hour to the Village. I guess we already get lost
Coz I heard them discuss about the way and look on the map and do a u-turn forth and
back somehow..ha.ah..But that’s ok coz finally, we get to the place. The first institute
was closed. Damn it!! But we want to know how is it look like? So we walked in there.
It’ s kind of cool and calm. We jumped over the wall and fell over on other side!! Look
cool, isn’t it? Naaah, we are not that good though. The wall was just only waist hight.
but finally we got out coz of too scary!!

ทางเดินไปสำนักนินจาที่แรก(ปิด) on the way to Ninja Institute (closed)
30112006023.jpg

เราเดินหน้าหงอยๆ ออกมา โอโต๊ะซัง พอจะมองเห็นดวงตาละห้อยคงรู้ว่าเราคงอยากเจอ
นินจามาก อุตส่าห์มาถึงหมู่บ้าน นิน นิน นิน แล้ว แถมตามถนน บนเสาไฟฟ้า ก็จะมีตัวการ์ตููน
นินจา ติดไปตลอดทางว่า เรามาถึงหมู่บ้านนินจาแล้วนะ ไม่รอช้ากระโดดขึ้นรถไปดูนินจา
สำนักอื่นก็ได้

ในที่สุด สำนักโคกะที่เรามาถึง สี่โมง(เย็น) ตรงเป๊งงง ได้เจอคุณปู่ สองสามคนกะคุณป้านั่งอยู่
จิบน้ำชา พูดคุยกัน กะหนุงกะหนิง เอ๊ยยย ไม่ใช่ อันหลังเราเติมเอง โอโต๊ะซังก็เข้าไปจัดการ
ถามไถ่ ว่าพาอาเด็กหน้าหมวยมาดูนินจา คุยกันไปมาเห็นเค้าก้มโค้งๆๆ อยู่หลายรอบ เราก็ชัก
ใจเสีย มันต้องมีอาไรแน่ๆเลย ถูกต้อง ที่เราคิดไว้หนะถูกแล้วก๊าบบ นินจาเลิกงานแล้ว

โอ้พระเจ้า ช่วยด้วย อะไรมันจะซวยซ้ำซวยซ้อน ใครจะเชื่อว่า นินจาจะเลิกงานตอนสี่โมงเย็น
ใครก็ได้ช่วยที รอมาทั้งอาทิตย์ อะไรกันนี่ เอาวะ นินจาไม่มี เอาปู่นินจาก็ได้ เราก็เลยได้
คุณปู่นินจานี่แหละ พาทัวร์เราเดินอธิบายห้องลับและกลไกต่างๆ หน้าตายิ้มแย้ม พร้อมท้ังเล่า
ประวัติความเป็นมา และเรื่องราวของหมู่บ้านนินจา ให้เราฟังอย่างภาคภูมิใจ แต่คุณปู่คะ
หนูฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออกค่ะ!!! พอจะจับได้แต่บทสนทนาขั้นพื้นฐานค่ะ ถ้าคุณปู่เริ่มพูดศัพท์
แสง หนูก็พอยิ้มได้อย่างเดียวค่ะ แหะ แหะ แต่ท้ายสุด โอโต๊ะซังก็มาอธิบายให้เราฟังว่าเป็น
ยังไงมายังไงบ้าง

พอจะจับใจความได้คร่าวๆ มาประมาณน้ีค่ะ คือหมู่บ้านนี้จะมีสำนักนินจาต่างๆ ซึ่งในแต่ละสำนัก
ก็จะมีห้องลับและกลไกต่างๆ (เหมือนในหนัง) จนมาถึงระยะนึงเค้าเปลี่ยนระบบการเมืองเริ่มมีข้า
ราชสำนักมา เริ่มปราบนินจา ไม่ให้มีนินจาคงอยู่ พวกนินจาต่างปลอมตัวหรือหลบหนีออกจากเมืองไป
สำนักทั้งหลายเริ่มปิด จนมาทุกวันนี้ ถามคุณปู่ เค้าก็บอกว่า นินจาหนะ นะหนู ก็ยังมีอยู่แต่ไม่มี
ใครกล้าแสดงตัวหรอก แล้วก็เลยถามต่อไปอีกว่า ถ้างั้นเราจะมีข้อสังเกตยังไงบ้างคะ ถึงจะรู้ว่า
เค้าเป็นนินจา คุณปู่ หันมายิ้มเย็นๆ แล้วบอกกับเราว่า เค้าคุยไปพูดไป แล้วก็จะหลุดคำว่า
“นิน นิน นิน” มายังไงหละ เอิ๊ก เอิ๊กกก

(โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

I walked out and feel a bit down coz of I couldn’t see the real Ninja. My parent
noticed that so he told me to get in the care, we were about going to see the
next one!! Yippie!!

Finally, we got in to Koka Ninja Institute at 4 pm sharp. We met a couple Ojiisan
Grandpa I mean and auntie sit down there and chit chat, having an afternoon tea
Dad walked to them and asked about visiting Ninja. I saw them bow and bow nonstop
It might have something wrong, I guess. Yeah my guess was right!!!

Ninja finished already!! Oh my Gosh, who knows that Ninja have working time too!!
Unbelievable, Ninja finished working at 4 pm!!! Guys, please be aware if next time
you want to visit them..please go before 4pm ,okie??

Anyway, we got an Ninja Grandpa, that’s fair enough…. At least, we’ve got someone
to explain all the process and all the Ninja’s secret room and stuffs. Grandpa told us
the story. He looks so proud and really enjoy telling the story to us. But, l couldn’t
understand Japanese, grandpa.. what’s ashame!! It’s ok, at the end my dad explained
me all the things.

Here is some info. In the village have so many Ninja Institutes and then when they
changed the politic system. They cancelled all the Ninja things. Ninja gone day by day.
Some alive but cannot be exist. Some run away for the forest. Some exist but cannot
let people know that they are Ninja. So, I asked Grandpa (via my dad) how do we
noticed that the guy is a Ninja??? Grandpa looked at me, and said that, “Well, young
lady, let me tell you this way, when you talked to them you will noticed by catching
some words, he/she will say something like “Nin nin nin”…ha.ha….

(please be aware and consideration about what you are reading, some is true ,
some is not!! h.a.a)

นี่แหละ สำนักโคกะ Here we’ll go “Koka Ninja Institute”
30112006013.jpg

และแล้ว เราก็ได้มาถึง ถ่ายรูปเป็นที่ระทึกซักหน่อย Me Ninja
dscf0629.jpg

ถึงแล้วสำนักโคกะ Koka Ninja Institute (front)

30112006022.jpg 30112006021.jpg

แผนที่ในสำนักและ ห้องลับต่างๆ House Map and Secret Rooms
dscf2505.jpg

อันนี้เหมือนเป็นท่อที่เชื่อมกับห้องใต้ดินให้มุดหนีไปยังอีกฟากของถนน Another secret tube- from place to place

30112006019.jpg

ส่วนห้องนี้น่าจะคล้ายๆ กับฮาโตริหละมั๊ง ที่เอาไว้ไปซ่อนตัวบนบ้าน I guess it likes “Hatori’s house” for hiding
30112006018.jpg

dscf2504.jpg
ข้าวของเครื่องใช้ของนินจา
30112006017.jpg

อาวุธลับ คริสติน่า เอ๊ยยย นินจา Ninja Weapons
30112006016.jpg

ท้ายสุด นินจาเชิญ ดื่มน้ำชา Tea time
30112006014.jpg

 

อิ่มหลับที่YMCA International,HK June 18, 2007

Filed under: Journey Around, อิ่มหลับที่YMCA International — jolieisallaround @ 2:36 pm

หลังจากจองตั๋วเสร็จเรียบร้อย ก็มาถึงที่พัก ไม่ยากเลยกับการใช้บริการผ่านเวบ www.asiatravel.com
แถมยังได้ราคาถูกกว่าจองผ่าน travel agency อีก ราคาที่เราจองไปในห้องแบบ Standard, double bed
ราคาคืนละ HK$ 495 ที่โรงแรม YMCA International อยู่ใกล้กับสถานี MTR Yau Ma Tei (ใช้เวลาเดินเพียง
สามนาที) เพียงแต่ว่าเราต้องมีบัตรเครดิตเพื่อการันตีในการจองเพื่อโรงแรมจะได้มั่นใจว่าเราจะไปพักจริงๆ
ส่วนการจ่ายเงินค่าห้องพักนั้น เราไปจ่ายเมื่อวันที่เราเช็คเอ๊าท์ เราโชคดีมากๆ อาหมวยที่รีเซฟชั่นบอกว่าจะ
upgrade ห้องให้เราไปอยู่ตึกใหม่ คือ Tower Wing ห้องพักดีมากๆ ใหม่ สะอาด ไม่เล็ก ไม่ใหญ่ ถ้าราคาเต็ม
จำได้ว่าอยู่ประมาณ HK$ 600 – 700 (ทั้งนี้ต้องเช็คเรตดูอีกทีในช่วงที่จะไป)

การเดินทางก็แสนจะสะดวกสบายเดินออกจากโรงแรมไปเดินขึ้นไปเรื่อยๆ ทางทิศเหนือก็จะเจอแหล่งช๊อปปิ้งแล้ว
โรงแรมนี้อยู่ย่านที่เรียกว่า Yau Ma Tei ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่าง Mon Kok และ Tsim Sha Tsui อย่างที่บอก
มาคราวนี้เราได้ทำความรู้จักกับเท้าเราจริงๆ เริ่มเดินตั้งแต่ 9 โมงเช้า จนถึงเที่ยงคืน ช่วงเช้าเราก็กางแผนที่
เที่ยวกันเอง พอตกเย็นเพื่อนก็มารับพาไปกินข้าวแล้วเที่ยวเล่นต่อจนถึงเที่ยงคืน

After booked the air ticket,now here it’s come..booking room.It’s pretty easy to book via
website.I used www.asiatravel.com which I’ve got a good rate and cheaper than the
travel agency.For one standard room, double bed,it costs only HK$495 at YMCA International,
nearby MTR Yau Ma Tei (only 3 minutes walk) But you should have a credit card for
booking guarantee.You can pay cash or credit card on the day you’ll check out. When I
checked in,the receptionist told me that she’s gonna upgrade room for me,move me to
the new Tower.The room is quite new,clean and not so small.It’s pretty good though.
Coz of if I have to pay the full price,it’s gonna cost me around HK$ 600 -700 (depends
on which period you are in,please check the price)

To live around this area,is pretty easy to travel around coz it’s the shopping area.The
hotel area is called “Yau Ma Tei” where is in the between Monkok and Tsim Sha Tsui.
As I told before,this time you will know how to deal with your feet!! I walked from
9 am to midnight while I was there!!! In the morning,I used a map and walking around
city and sometime take MTR or bus and in the evening my friends pick me up for
dinner and hanging around.

YMCA International, Waterloo Road (MTR Yau Ma Tei)
dscf3003.jpg

in da room
dscf2998.jpg dscf3001.jpg
Look out View
dscf2999.jpg

 

Take a Walk in HK เดินเล่นที่ฮ่องกง June 16, 2007

Filed under: Journey Around, Take a Walk in HK — jolieisallaround @ 7:32 am

ได้เวลาเก็บกระเป๋าเดินทาง (ซะที) 3 วัน 2 คืนกับ เกาลูน ฮ่องกง หลังจากจดๆ จ้องๆ กะสายการบิน Thai Air Asia
ตั้งใจตอนแรกจะไปลงมาเก๊า แต่คิดเงินไปๆ มาๆ เอาวะ ราคาถูกแพงกว่ากันไม่กี่บาท ไปกะ Cathay Pacific ดีก่า
เวลาบินดีกว่า ได้เดินเที่ยวเล่น 2 วันเต็มๆ กะอีก ครึ่งวัน ครั้งนี้แหละที่เราจะได้ทำความรู้จักกะเท้าเราจริงๆ ซะที

8.20 am คือเวลาที่ออกเดินทางจากกรุงเทพ 12.10 pm คือเวลาที่ถึงสนามบินฮ่องกง ทริปนี้เราตั้งใจจะเดินทางอย่าง
ประหยัด เอาเงินไปกินขนมแล้วเที่ยวเล่นและเยี่ยมเพื่อนอย่างเดียว งดซื้อของจุกจิก ฉะนั้นเรื่อง Airport Express ลืมไปได้เลย
ค่ารถ HK$ 110 ไม่มีทางได้แอ้มเงินเรา ทางเลือกของเราคือ รถเมล์ต่อด้วยรถไฟ MTR เวลาต่างกันไม่มาก จากสนามบินถึงตัวเมืองแถว
มงก๊ก จิมซาจุ่ย ก็ประมาณ 45 นาที ขอแนะนำให้ซื้อบัตร Octopus Card
(http://www.octopus.com.hk/release/detail/en/20070523.jsp)
เพราะว่าสะดวกสบายมาก คล้ายๆ บัตร BTS แบบบ้านเรา แต่สารพัดประโยชน์มากกว่า ใช้แทนเงินสดที่ McDonald,KFC,
7eleven, Vending Machine และที่ต่างๆ ที่รับบัตรใบนี้ ที่สำคัญเราไม่ต้องคอยพะวงเรื่องแลกเหรียญ เวลาที่เราต้องขึ้นรถ

วิธีการง่ายๆ จากสนามบิน HK ถึงตัวเมือง ดูตามนี้เลยละกัน
หลังจากเอากระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เดินออกมาตามผู้คนไม่ต้องตื่นตระหนกตกใจ เดินตรงมาเรื่อยๆ มองหา Counter Airport Express
ซึ่งจะอยู่ตรงประตูทางออกหลังจากเดินออกมาแล้ว เข้าไปถามเค้าว่าจะซื้อ Octopus Card แบบเติมเงิน เริ่มจาก $150 ก่อนแล้วกัน
เค้าจะมัดจำ $50 เท่ากับเราใช้ได้ $100 เสร็จแล้ว เราก็หาบันได้เพื่อจะลงไปชั้นล่างเดินถึงชั้นล่างให้ออกประตูแล้วเลี้ยวขวา มองหาป้าย
รถเมล์ เบอร์ S1 ค่ารถ $3.50 ลงที่ป้าย Tung Chung (มันคือสถานี MTR Tung Chung Station) ใช้เวลาเดินทาง 10 -15 นาที
อย่าลืมว่าเรามีบัตรปลาหมึกวิเศษนี้แล้ว เริ่มใช้ได้เลย!! จากนั้นเดินเข้าสถานี Tung Chung หรือจะแวะเดินเล่น City Gate ก่อนก็ได้
เป็น Outlet Shopping Center ที่เปิดใหม่ ของพอมีเหมือนกัน แต่ถ้าของหนักอยากกลับโรงแรมก่อนก็นี่เลยเดินเข้าสถานีแล้วดูว่าจุดหมาย
เราอยู่ตรงที่ไหน ของเราเองอยู่ที่ YMCA International Hotel, Yau Ma Tei ใกล้ๆ กับ Mong Kok แวะหยิบแผนที่ MTR แล้วก็ดูว่า
จุดหมายอยู่ตรงไหน ง่ายๆ คล้ายบ้านเรา ของเราค่ารถ $15.1 ถูกมากเมื่อเปรียบเทียบกับนั่งรถ Airport Express ซึ่งอันนั้นก็ต้องไปต่อรถ
อีกที ( MTR fare – http://www.mtr.com.hk/jplanner/jplanner/planner_index.php?start=44&destin=17&spot=1)

It’s time to pack up (again) 3 days 2 nights in Kaoloon,Hong Kong. At the first place,I’m thinking
about going w/ Thai Air Asia because it’s cheaper but finally,I changed my mind and booked
Cathay Pacific Airline which have a good time for flying. 2 Full days and a Half. This time we
will get to know our 2 barefoot!!

8.30 am -leaving BKK
12.10 pm – arrive HK
This trip, I plan to travel,eating and visit friends only, not too much on shopping.So HK$110 i’m not
gonna pay for the Airport Express!!. My choice is bus and then MTR.It’s much cheapr and travel time
is not so different so why waste,rite? I reckon to buy Octopus Card (http://www.octopuscards.com/consumer/en/index.jsp)
It’s really convenient.You can used it as a cash, MTR,But,Ferry,McDonald,KFC,Vending Machine wherever
that accept the Octopus card.So,you dont have to worry about where to exchange coins and things.

Easy way how to get from HK Airport to City
After taking our luggages,you go straight to the exit way and find the Airport Express Counter.
Ask them for the Rechargable of Octopus card,this time you may by $150 and they will deduct you
for the deposit $50 which you will get back later when you return it before you leave the country.
Then, you walk down to the ground floor,when you get out from the gate,turn right and looking for
the Bus Stop no. S1 Bus Fee is $3.50 .Get off at Tung Chung Station.It takes 10-15 mins. You can
go straight away to the station or might hanging around at Outlet City Gate first. If not you can get
into the station and take a MTR map,find where is the nearest station that your hotel situated.
MTR fare –

Tung Chung Station
dscf4179.jpg

Somewhere in Kao Loon
dscf3126.jpg

Liquid pack – new rules
dscf2981.jpg

Tin Hao Temple
dscf3191.jpg

dscf3212.jpg

Stanley Market
dscf3206.jpg

 

แต่งงานที่ญี่ปุ่นWedding in Japan May 19, 2007

Filed under: Journey Around, แต่งงานที่ญี่ปุ่นWedd — jolieisallaround @ 7:07 am

ตอนอยู่ญีปุ่นเวลาประจวบเหมาะกะที่เพื่อนเราแต่งงานพอดี งานจัดขึ้นที่โยโกฮาม่า
จริงๆ แล้ว งานนี้เนี่ยเป็นงานปาร์ตี้ซะมากกว่า เพราะว่าเพื่อนเค้าจัดงานแต่งงานไปแล้ว คนญี่ปุ่น
จะมีปาร์ตี้เลี้ยงเพื่อนๆ อีก หลังจากจบงานแต่งงาน แต่ก็เป็นแบบกึ่งทางการ ทุกคนแต่งตัวอลังการ
งานสร้างมากๆ โชคดีที่เราติดชุดกระโปรงมาด้วย งานเป็นแบบคอกเทล ทุกคนแต่งชุดโทน ดำ ขาว
ทั้งนั้นเลย (ของเราก็เข้าtheme นะ เราใส่ชุดดำ) พอตอนเข้าไปเนี่ยทุกคนต้องซื้อตั๋วเหมือนเป็น
การช่วยค่าอาหาร สักพักพิธีกร (เป็นเพื่อนกันกับเจ้าบ่าว) ประกาศ ว่าถึงเวลาแล้ว ดนตรีก็บรรเลง
เจ้าบ่าวจูงเจ้าสาวออกมา น่ารักเชียว เพื่อนๆ ก็ลุกขึ้นยืน จุดประทัดกะพลุกระดาษต้อนรับ สวยงามมากๆ

เจ้าบ่าวเจ้าสาวเดินมาข้างหน้ากล่าวคำขอบคุณ และก็จัดเกมส์ให้เพื่อนๆ ได้เล่น คือ บิงโก
นั่นเอง ตอนเข้างานเนี่ยทุกคนจะได้รับแจกแผ่นบิงโก คนละครึ่งแผ่น และมีเบอร์อยู่ ใครได้เบอร์ตรงกัน
ก็ต้องมาจับคู่กัน เป็นการทำความรู้จักเพื่อนใหม่นั่นเอง เล่นไปเรื่อยๆ ใครได้เบอร์ครบก่อนก็จะได้รางวัล
จากเจ้าบ่าวเจ้าสาวซึ่งรางวัลทั้งหมดมี 10 รางวัล สนุกมากๆๆ ทำให้ได้รู้จักเพื่อนใหม่และสร้างความคุ้นเคย
รอก่อนนะ ไว้งานแต่งเรา เราจะทำมั่ง
I had a chance to join my friend’s wedding Party in Yokohama.
Actually,this party held after the formal party.This party setup by bride & groom’s mate.
To thank you all the friends who joined the wedding ceremony.It’s a cocktail party.Most people
wear black & white dress.They will pay for the ticket at the entrance.When the time’s coming,
the host will announce and Bride & Groom walked to the party and friends started to pull out
the firecracker.Bride & Groom say thank you to friends and then time for Game.Everyone will
get the bingo card (half piece) they have to find another half which another one is holding.
When they got their match.They will help each other to play the game w/ run by the bride & groom.
Who got the first bingo will get the prize,actually there are almost 10 prizes.This is how to make
a new friend!!!

dscf1120.jpg

Me and New Friend


Bride & Groom

dscf3792.jpg

All da girls

dscf1115_1.jpg

Mika,Akko,Mimi,Me,Yoshi,Pasu

dscf3799.jpg

 

นาริตะถึงชิบูย่าNarita To Shibuya May 17, 2007

Filed under: Journey Around, นาริตะถึงชิบูย่าNarita — jolieisallaround @ 12:54 pm

หลังจากนั่งดูหนังไป 2 เรื่องบวกกับหลับๆ ตื่นๆ ไปซักพัก หายใจอีกที ถึงแล้ว นาริตะ
โทรบอกเพื่อนไว้ก่อนแล้ว ว่าไม่ต้องเป็นห่วง เราได้ศึกษาเส้นทางมาอย่างดี รับรอง
ไม่หลงชัวร์ จากสนามบินนาริตะสู่ตัวเมืองโตเกียว ที่สถานี ชิบูย่า ง่ายๆ ราคาประหยัด
เราเลือกใช้ เคเซ (Keisei) ราคาเพียง 1,000 เยน (320 บาท) ถูกและเร็ว ใช้เวลา
ประมาณ 1 ชั่วโมง จะถึงสถานี Ueno ซึ่งเป็นสถานีใหญ่กลางกรุงจากนั้นก็สามารถ
ต่อรถไฟไปไหนต่อไหนตามใจชอบ หรือจะเลือกใช้บริการ NEX (Narita Express)
ซึ่งเราสามารถใช้บัตร Japan Rail Pass ได้โดยไม่เสียเงินเพิ่ม แต่ถ้าจะต้องจ่ายเงินเอง
ราคาจะแพงกว่า เคเซ (Keisei) และถึงเร็วกว่า ใช้เวลาประมาณ 45 นาที จากนั้นเราก็
ไปลงที่ สถานี อูเอโนะ แล้วก็ต่อรถไฟสาย ยามาโนเตะ ไปที่ชิบูย่า
(รถไฟสาย ยามาโนเตะ เป็นสายที่วิ่งรอบเมืองจะไปตามจุดใหญ่ ๆ เช่น ชิบูย่า
ฮาราจูกุ อูเอโนะ โตเกียว และจะวิ่งวนเป็น ลูป (loop) รับรองไม่มีทางหลงเพราะ
ยังไงก็ตามมันก็จะกลับมาที่เดิม เป็นของ JR ซึ่งเราสามารถใช้ JR Rail Pass ได้)
เรามัวแต่พะรุงพะรังแบกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ก็เข้าหน้าหนาวแล้วช่วงนั้น (พ.ย.)
ก็เลยขนของไปมากหน่อยกลัวจะสู้ พวกเด็กฮาราจูกุไม่ได้ บวกกับของฝากให้เพื่อนชาว
ยุ่นปี่ด้วย ก็เดินจนหลังเอียงเลยไม่ได้เก็บภาพของสนามบินและระหว่างทางไปรถไฟมาให้ชมกัน
รถไฟนี้จะมาเป็นเวลา เราโชคดีหน่อยมาใกล้เวลาพอดีรอรถไฟไม่นานก็ได้ขึ้น นั่งไปได้
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ใจเต้นกะฉึกกะฉักไปตลอดทางเพราะเป็นครั้งแรกทีี่บุกมาคนเดียว
ครั้งแรกเปิดซิงมาญี่ปุ่นกะหนุ่มญี่ปุ่นก็ไม่ต้องกลัวหลงทาง ครั้งที่สองมากะบุพการีมาเป็น
คณะทัวร์ แต่ครั้งนี้ซินะ ประชดชีวิต คิดว่าเท่ห์ต้องมาลุยคนเดียวนี่ มันก็ต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดา
เราคอยมองป้ายมาตลอดทางเดี๋ยวนี้ญีปุ่นพัฒนา(ในด้านการท่องเที่ยว)เพราะว่าตอนนี้มี
ภาษาอังกฤษให้เราอ่านแล้ว เมื่อประมาณสี่ปีที่แล้วบนรถไฟและสถานีมีแต่ตัวหนังสือญี่ปุ่น
คนที่จะมาเที่ยวนี่จะเที่ยวเองค่อนข้างลำบาก อาศัยว่าเราพออ่านตัว คะตะกะนะ ได้ก็เลย
พอถูๆไถๆ ไปได้บ้าง
เอาหละ มาถึงชิบูย่าซักที ท่าทางลุกลี้ลุกลนเหมือนบ้านนอกเข้ากรุงยังไงยังงั้น
ยังโชคดีที่เราหน้าตาดี พอจะมั่วๆ ปนไปกะชาวญีปุ่นได้ เดินออกมาได้ซักพักมองไปมองมา
ไอ้หยา มิกะนี่นา เพื่อนเราเองโชคดีมั่กๆ ที่ได้เจอพอดี มิกะนั่งรถไฟมาคันเดียวกับเราเพราะ
นัดเราไว้ที่ชิบูย่า มิกะหน้าตาไม่เปลี่ยนเลย ดีใจจริงๆ ท่่ีได้เจอจะได้ไม่เดินหลงไปหลงมา
จากนั้นเรากะมิกะก็เดินออกจากสถานีเพื่อไปรอเพื่อนเราอีกคนหนึ่งที่จุดนัดพบ
ในที่สุด โตเกียวก็กลับมาอยู่ในอุ้งมือเราอีกครั้ง วะ ฮ่า ฮ่าา

After see a couple movies, take a nap and then breathe again.
Finally,I arrived Narita.I told my friend not to worry about me coz I
know how to get into the city.From Narita Airport to Shibuya, cheap price
all you can get is Keisei Line.It takes 1 hour from Narita airport to Ueno,
where is the big station that you can transfer to anywhere in the city.
Another choice to get in the city is take NEX (Narita Express) which
we can use Japan Rail Pass by paying nothing. It’s more expensive
than Keisei line and faster.Keisei Line cost 1,000 Yen (320 Baht)
I’m not in a hurry and want to save cost so I took Keisei Line and
transfer at Ueno station then I take another train (Yamanote Line)
to Shibuya. (Yamanote Line run around the city ex: Shibuya, Harajuku,
Ueno,Tokyo. You won’t get lost for sure.You can use JR Rail Pass too)
Well,it started winter now so I’ve got a big luggage and heavy.
Try to drag it around and get into the train.I have no hand to take
some photo at the airport and on the way to the subway. Bad luck :(
On the way, from Narita Airport to city, I hardly breathe and my
heart like a drum beating.This is the first time, I was in the city
where people not communicate in English (but of course,they are
all generous) First time,I went to Japan with some Jap guy, second
time with my mom with tour package so I don’t need to do anything
much by myself.But I guess, this is much fun to be alone.I feel Cool!!
Now,it’s not so difficult to travel in Japan.There are more English
signs around city.I mean, in the train there are sub in English so
you know which station you are.Its different from 4 years ago I came.
There are no English sign so it is a bit difficult to travel with don’t know
language.At that time,I were there I can survive coz I can read
hiragana (Japanese character) so that make me survive.But as I told,
Japanese people is kind so they will appreciate to help you although
they cannot communicate in English but they will help you out!
Finally,I’ve got to Shibuya.It’s a bit nervous.I’m like a stranger
in the big city though.But I was so lucky,as soon as I got out of the
train.I looked around and I saw my friend!!!! Unbelievable,we were
in the same train.Her name is “Mika” so she helped me with the
luggage and go out to meeting point and wait for another friend’s coming.
Anyway,I’m safe!!!!

28112006049.jpg Kindergarten 28112006007.jpg Mimi’s Apartment where I stay dscf0465_1.jpg Shibuya dscf0403.jpg
dscf1104.jpg

Bus Ticket dscf2511.jpg
Me & Mimi

 

จุดเริ่มต้นที่โตเกียวBeginning @ Tokyo (Nov,06) May 14, 2007

Filed under: Journey Around, จุดเริ่มต้นที่โตเก — jolieisallaround @ 10:16 am

และแล้วการเดินทางก็ได้เริ่มอีกครั้ง จากการตัดสินใจอย่างกระทันหันและเด็ดเดี่ยว
ครั้งนี้วีซ่าทำได้โดยง่ายไม่ต้องทำเอง ฝากบุพการีทางเมืองกรุงจัดการให้ขณะที่ตัวเรายังอยู่
เชียงใหม่ เพียง 2 วัน ก็ได้วีซ่ามาอุ่นใจ ก่อนหน้าโทรกริ๊งกร๊างหาเพื่อนรักชาวยุ่นปี่ที่โตเกียว
บอกถึงการเดินทางครั้งใหม่ หนึ่งตัว หนึ่งตน ตะลุยเดี่ยว หวังมีที่พึ่งพิงทางใจและที่พัก จากนั้น
ก็อีแมว ถึงเพื่อนๆ ตามหัวเมืองต่างในญี่ปุ่น ให้เพื่อนๆ ได้ตั้งตัว เอาหละ ถึงแม้ไปตัวคนเดียว
อยู่ที่โน่นอย่างน้อยก็ยังมีเพื่อนๆ ให้อุ่นใจ ทุกคนให้การต้อนรับเป็นอย่างดีเหมือนได้เจอครอบครัว
เดียวกันก็ไม่ปาน อุ่นใจและปลาบปลื้ม น้ำใจต่างแดน

Finally,another journey begin (again) I suddenly make a decision to go Japan alone.
This time,it was easy for me to apply for Visa. I asked my mom in Bangkok to apply
for me while I was in Chiang Mai at that time.Only 2 days,I’ve got visa in my hand.
Before that,I already make a phone call to my close friend who live in Tokyo,tell her
about my coming after that I sent email to all my Japanese friends that I’m going and
warning them about that.I had a response back from them all and they are all happy
to see me.It’s very appreciate and very kind of them.

bkk-narita.jpg

เอาหละ ควรจะเริ่มการเดินทางครั้งนี้ซักที หลังจากกลับจากเชียงใหม่ ยังมีเวลาอีก สามสี่วันที่จะจัดการเรื่อง
ตั๋วต่างๆ ก่อนหน้านี้ได้อ่านหนังสือ “เที่ยวไม่ง้อทัวร์ ตีตั๋วตะลุยญีปุ่น” (ของพงศกร ประทุมวงษ์) นับว่าช่วยเรา
ไว้ได้เยอะ รวมถึงเข้า website ท่องเที่ยวต่างๆ พอจะได้ข้อมูลมามากมาย เช่น

http://reservations.bookhostels.com/ เกี่ยวกับโรงแรมราคาประหยัด /Hostel
http://www.japan-guide.com/e/e2164.html การเดินทางและท่องเที่ยวในเมือง /Travel in City
http://www.itcj.jp/index.html เวบการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น / Travel in City
http://wwalpakoutthai.com สุดยอด จองตั๋ว ซื้อ Japan Rail Pass / Book and buy Ticket

เอาเท่านี้ไปก่อน วิธีง่ายๆ กับการเที่ยวอย่างประหยัดของเรา เปิดหนังสือหาข้อมูล
เรา mark ไว้ว่าเราอยากไปตรงไหนบ้าง แล้วเราก็วางแพลนการเที่ยวของเรา
ว่าเราจะอยู่เมืองนี้กี่วันจะไปเที่ยวตรงไหนบ้าง ตรงไหนใกล้กับอะไรน่าเที่ยวบ้าง
การเดินทางไปมายังไง พูดถึงเรื่องตั๋วแล้ว ก่อนไปเราควรจะซื้อตั๋ว Japan Rail Pass มากๆ
และขายเฉพาะให้นักท่องเที่ยวเท่านั้น และต้องซื้อก่อนที่จะเดินทางเข้าประเทศญีปุ่นด้วย
มีอยู่ 3 แบบถ้าจำไม่ผิด แบบ 7 วัน , 14 วัน และ 1 เดือน ราคาแตกต่างกันไป ตอนซื้อเนี่ย
เราซื้อแบบ 7 วัน ราคาประมาณ 28,300 yen (9,056 Bht @ 32 Bht/100 yen)

ประโยชน์ของตั๋ว Japan Rail Pass คือ เราสามารถใช้ตั๋วนี้เดินทางในญี่ปุ่นได้ด้วย
บริการของรถโดยสาร รถไฟ เรือ ของ JR ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งอย่างเช่นถ้าเราอยู่ที่
โตเกียวเราสามารถขึ้นรถไฟ JR หรือรถโดยสาร ไปไหนมาไหนในเมืองได้ หรือ จะนั่งรถไฟ
ชิน กัง เซง จากโตเกียวไปโอซาก้า หรือเมืองอื่นๆ ได้โดยต้องไปติดต่อที่สถานีที่ให้บริการ
จองตั๋วรถไฟของ JR ก่อนล่วงหน้า ซึ่งสะดวกสบายมาก เจ้าหน้าที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้
โดยตั๋ว JR นี้เราสามารถเลือกได้ว่าจะเริ่มใช้เมื่อใด โดยที่เราซื้อจากเมืองไทย แล้วก็ไปติดต่อ
ที่สถานี JR ที่ Narita Airport หรือสถานีในเมืองก็ได้ และระบุวันว่าอยากเริ่มใช้วันไหน ก็นับ
ไปอีก 7 วัน หรือ 14 วัน หรือ 1 เดือน ซึ่งถ้าจะให้คุ้มเราต้องแพลนดีๆ ก่อน จะคุ้มมากถ้าเรา
ใช้เดินทางข้ามจังหวัด เพราะว่าจากจังหวัดหนึ่งไปยังจังหวัดหนึ่ง ค่าเดินทางแพงมาก แต่เรามี
ตั๋ววิเศษ อันนี้ สบายมากก ลืมบอกอีกนิด เมื่อเราเอาตั๋ว Japan Rail Pass ไปที่สถานีของ JR
เจ้าหน้าที่จะให้สมุดเรามาเป็นเหมือน Pass ไว้ให้เราติดตัวโดยในนั้นจะระบุวันเริ่มและจบสิ้น
ของการใช้ JR Rail Pass ซึ่งวิธีใช้ก็คือ เมื่อเราจะไปขึ้นรถไฟเราก็เข้าตรงทางที่มีเหล็กกั้นโดย
ที่เราโชว์ JR Rail Pass ให้เจ้าหน้าที่ บางทีเค้าก็ตรวจข้างใน บางทีก็ไม่ตรวจ ถ้าสถานีไหนคน
เข้าออกพลุกพล่านหน่อยเค้าก็จะไม่ตรวจละเอียด เพียงแค่เรายื่นบัตรนี้ใส่หน้าเค้า แล้วเค้าก็จะเปิด
เหล็กให้เราเข้าไปในสถานี ขาออกเราทำเช่นเดียวกัน (จำไม่ได้แล้วว่าเก็บตั๋วนี้ไว้ไหน ไม่มีหน้าตามาให้ชม)

So,shall we start travel now? After I came back from Chiangmai, I have
another couple days to prepare all tickets and stuff. I had read some
guide book call ” Talui Japan” by Pongsakorn Prathumwong.It’s a good
book and help me a lot and I surf some website to get more info.

The easy way for me to save my money for travelling was, I read
and search the info and mark out where do I wanna go and make a plan
How long I will be in each city.Any interesting place in the same spot.
Let’s talk about the ticket! Some of you might know about Japan Rail Pass
which we can buy before we entry Japan.It sell for tourists only.
There are 3 Types of Tickets. 7 Days Pass, 14 Days Pass and 1 month Pass
which have a difference price. I bought the 7 Days Pass, cost 28,300 Yen
(9,056 Bht @ 32 Bht/100 yen)

Japan Railway Pass is the most convenient ticket and cheap for Backpack Traveller
like us.We can travel around the city or from city to another city by this ticket.
To be worth,we better to make good plan where are we going to.We can specify
date from whenever we want. Well, when we take the ticket to change to JR Rail Pass
they will give you thiss pass and put on the date of using and finish.So,when you
entrance to the subway or any bus,you show this Pass to the staff and they will
let you in.Some of Station is busy, staff might let you go by not checking anything
you just show them the Pass but some place,quite strict, they will check inside
the book(Pass) and make sure that the Pass is not expired.

dscf2525.jpg dscf2526.jpg

 

Violin & Me ไวโอลินและฉันเอง May 11, 2007

Filed under: ไวโอลินและฉันเอง Violin — jolieisallaround @ 10:11 am

จบงานมาคราวนี้ มีความตั้งใจเป็นแน่วแน่ เอาล่ะ ยังไงคราวนี้ก็ต้องลองกันดูซักตั้ง
มันไม่น่าจะยากเกินความสามารถ เอาน่ะ เป็นไง เป็นกัน ของอย่างนี้ไม่ลอง ไม่รู้
เค้าว่ากันว่า ไม่มีอะไรเกินความตั้งใจ สองมือ สองเท้า เหมือนคนอื่น เราน่าจะทำได้
แต่ลืมคิดไปว่าของอย่างนี้ มันต้องมีคำว่า “พรสวรรค์” บวกเข้ามาด้วย เราใช้แต่
“พรแสวง” ไม่น่าจะพอ หลังจากลองบากบั่นเรียนมาได้ซัก 6 ชั่วโมง โดยครูที่เคี่ยวเข็ญ
ก็ดูท่าจะอ่อนอก อ่อนใจ กับความตั้งใจของเราเหลือเกิน อย่างน้อยเราก็เริ่มดูท่าจะไปได้ดี

นิ้วเริ่มด้าน หูเริ่มชา จากเสียง อี่ อ่อ ก็กลายเป็นเสียงเพลงได้ ผิดแต่ว่าต้องพยามฟัง
ให้ดีก็จะบังเกิดความไพเราะ อยากจะลงเป็น clip vdo ให้ผู้ชมได้ดู แต่คิดอีกทีรอให้
ได้เล่นเพลงเจ๋งๆ ก่อน น่าจะดีกว่า คุณๆ เห็นด้วยมั๊ยเล่า

After finished this job,I decided to take a short course for violin class.
It’s not over my ability, I guess. Let’s see, why not take a chance and try.
But I forgot that good try is not good enuough, it has to be “Talent” too.
Since,I already learned for 6 hours, it seems to be my instructor exausted
for my work.At least,I guess I did good.

My fingers become hardened, ears become numb…the horrible sound become
a song but you have to listen carefully and you will found the marvelous song
you ever heard. I wanna put some video clip to show you how great work
I did on my violin class but I think better wait till I make a good one and
will show you later then.

joviolin.jpg